Tuesday, December 9, 2014

คำบุพบท dari ใช้อย่างไร

คำบุพบท dari (ดารี) ในภาษามลายูใช้กับคำนาม หรือนามวลีที่เกี่ยวกับสถานที่ ทิศทาง เพื่อบอกที่มา หรือจุดเริ่มต้นว่ามาจากไหน มีจุดเริ่มต้นมาจากไหน มีความหมายว่า จากที่ไหนไปที่ไหน หรือ มาจากที่ไหน เป็นต้น ดูตัวอย่างการใช้คำบุพบทนี้ได้ดังต่อไปนี้ครับ

ตัวอย่างการใช้คำบุพบท dari ในภาษามลายู
1 Anda datang dari mana?
อันดา ดาตัง ดารี มานา?
(คุณมาจากไหนหรือครับ?)
Saya datang dari Bangkok.
ซายา ดาตัง ดารี แบงค็อก
(ผมมาจากกรุงเทพฯครับ)

2 Berapa asrama anda jauh dari universiti?
เบอราปา อัสรามา อันดา เจาฮฺ ดารี อูนิเวอรฺสิตี?
(หอพักของคุณอยู่ไกลจากมหาวิทยาลัยเท่าไหร่?)
Dekat sahaja, lebih kurang seratus meter dari universiti
เดอกัต ซาฮาจา เลอบิฮฺ กุรัง เซอราตุส เมเติร ดารี อูนิเวอรฺสิตี
(ใกล้นิดเดียวครับ ประมาณร้อยเมตรเองจากมหาวิทยาลัย)

3 Rumahnya jauh dari rumah saya.
รูมะฮฺยา เจาฮฺ ดารี รูมะ ซายา
(บ้านของเขาไกลจากบ้านของฉัน)

4 Berapa rumahnya jauh dari rumah anda?
เบอราปา รูมะฮฺยา เจาฮฺ ดารี รูมะฮฺ อันดา?
(บ้านของเขาอยู่ไกลจากบ้านของคุณเท่าไหร่ได้ครับ?)
Rumahnya jauh lebih kurang dua kilometer dari rumah saya.
รูมะฮฺยา เจาฮฺ เลอบิฮฺ กุรัง ดูอา กิโลเมเติร ดารี รูมะฮฺ ซายา
(บ้านของเขาอยู่ไกลจากบ้านของผมประมาณสองกิโลเมตรครับ)

บทความก่อนหน้า



Tuesday, July 1, 2014

การใช้คำบุพบท ke ภาษามลายู

คำบุพบท ke=ยัง สู่(ไป มา) สามารถใช้เชื่อมคำนามกับคำนาม คำนามกับนามวลี หรือนามวลีกับนามวลีที่เกี่ยวกับ สถานที่ หรือทิศทาง เพื่อบอกให้รู้ถึงสถานที่หรือทิศทางที่มุ่งหน้าไปสู่ ดูตัวอย่างการใช้ได้ด้านล่างครับ

การใช้คำบุพบท ke ภาษามลายู
1 Anak saya pergi ke sekolah.
อะนะกฺ ซายา เปิรกี เกอ เซอโกละฮฺ
(ลูกผมไปโรงเรียน)

2 Ali berjalan ke rumah kawannya.
อะลี เบิรจาลัน เกอ รูมะฮฺ กาวานยา
(อะลีเดินไปยังบ้านเพื่อนของเขา)

3 Kami masuk ke lorong kecil.
กามิ มาซุกฺ เกอ โลรง เกอชิล
(เราเข้าไปในซอยเล็กๆ)

4 Nanti datanglah ke asrama saya.
นันติ ดาตังละฮฺ เกอ อัซรามา ซายา
(วันหลังมาเที่ยวที่หอพักฉันสิ)

5 Bagaimanakah cara pergi ke asrama anda?
บากัยมานากะฮฺ ชารา เปิรกี เกอ อัซรามา อันดา?
(ไปหอพักคุณได้อย่างไร?)

6 Anda berjalan terus ke asrama saya.
อันดา เบิรจาลัน เตอรุซ เกอ อัซรามา ซายา
(คุณเดินตรงไปยังหอพักฉัน)

เทคนิคการใช้คำบุพบท ke ในภาษามลายู
1 ใช้พูดหรือเขียนตามหลังคำกริยาที่แสดงการเคลื่อนไหวหรือมุ่งหน้าไปสู่ทิศทางใดทิศทางหนึ่ง บางทีอาจไม่มีคำกริยานำหน้ามาก็ได้ เช่น Dia ke university=ดีอา เกอ อูนิเวอรฺซิตี (เขาไปยังมหาวิทยาลัย)

บทความถัดไป
บทความก่อนหน้า

Saturday, June 21, 2014

การใช้คำบุพบท di ในภาษามลายู

คำบุพบทในภาษามลายูก็มีลักษณะการใช้เช่นเดียวกับภาษาอื่นๆกล่าวคือใช้แสดงหรือบอกทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างคำนาม นามวลีที่อยู่ข้างหน้ากับคำนามหรือนามวลีที่ตามมา ดังนั้นตำแหน่งคำบุพบทในภาษามลายูก็จะอยู่ตรงกลางระหว่างคำดังกล่าว สำหรับคำบุพบท di =ดี (ที่) ในภาษามลายูมีรูปแบบการใช้ดังต่อไปนี้ครับ
ใช้บอกทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างนามหรือนามวลีที่อยู่ข้างหน้ากับนามหรือนามวลีที่อยู่ข้างหลังเพื่อบอกที่อยู่ของนามข้างหน้าหรือบอกว่านามข้างหน้ากำลังทำอะไรอยู่ที่ไหน ดูตัวอย่างประโยคการใช้คำบุพบท di ในภาษามลายูต่อไปนี้ครับ

การใช้คำบุพบท di ในภาษามลายู
1 Saya tinggal di Bangkok tetapi ibu bapa saya tinggal di Pattani.
ซายา ติงกัล ดี แบงค็อก เตอตาปี อีบู บาปา ซายา ติงกัล ดี ปัตตานี
(ผมอาศัยอยู่ที่กรุงเทพฯแต่พ่อกับแม่อยู่ปัตตานี)

2 Tiga orang kawan saya tinggal di Chengmai.
ติกา โอรัง คาวาน ซายา ติงกัล ดี เชียงใหม่
(เพื่อนของผมสามคนอยู่ที่เชียงใหม่)

3 Dia pelajar di Universiti Ramkhamhaeng.
ดีอา เปอลาจาร ดี อูนิเวอซิตี รามคำแหง
(เขาเป็นนักศึกษาอยู่ที่มหาวิทยลัยรามคำแหง)

4 Adik saya berada di Yala.
อดิคฺ ซายา เบิรอาดา ดี ยะลา
(น้องของผมอยู่ที่ยะลา)

เทคนิคง่ายๆ ในการใช้คำบุพบท di ในภาษามลายู
1  คำบุพบท di ภาษามลายูจะใช้ตามหลังคำกริยาแล้วตามด้วยคำนามดังตัวอย่างประโยคต่างๆด้านบน
บทความถัดไป
บทความก่อนหน้า

Thursday, June 19, 2014

บุรุษสรรพนามภาษามลายู

1 สรรพนามบุรุษที่หนึ่ง (แทนตัวผู้พูด) ได้แก่
1.1      สรรพนามเอกพจน์  saya=ซายา (ฉัน ดิฉัน ผม กระผม ข้าพเจ้า), aku=อะกู (กู ข้า)
1.2      สรรพนามพหูพจน์ kami=กามิ (พวกเรา (ไม่รวมผู้ฟัง), kita=กิตา (พวกเรา (รวมผู้ฟังด้วย)

ตัวอย่างการใช้สรรพนามบุรุษที่หนึ่งทั้งเอกพจน์และพหูพจน์ในภาษามลายู  สุรีจะไปห้องสมุดแล้วสุดากับสุนีย์จะไปด้วย ก็จะพูดโดยใช้สรรพนามได้ดังนี้
1 สุรีย์: saya hendak perki ke perpustakaan.
ซายา เฮินดะ เปิรกี เกอ เปอปุสตากาอัน
(ฉันจะไปห้องสมุด)

2 สุดากับสุนีย์: Kami hendak pergi juga.
กามี เฮินดะ เปิรกี จุกา
( เราสองคนจะไปด้วย)

3 สุรีย์: Baik, mari kita perki bersama-sama.
ไบคฺ มารี กิตา เปิรกี เบิรซามา ซามา
(ดีสิ งั้นพวกเราสามคนไปด้วยกันเลย)

2 สรรพนามบุรุษที่สอง (แทนผู้ที่เราพูดด้วย) ได้แก่
2.1 สรรพนามเอกพจน์   anda=อันดา (คุณ), saudara/i= เซาดารา/รี (ท่าน), awak=อาวะ (แก เอ็ง นาย), engkau=เอิงเกา (แก เอ็ง), cik=ชิ (คุณ ท่าน (ใช้แทนผูหญิง), encik=เอินชิ (คุณ ท่าน (ใช้แทนผู้ชาย), tuan=ตวน (ท่าน (ใช้แทนผู้ชาย) Puan=ปวน (ท่าน คุณ (ใช้แทนผู้หญิงหรือสุภาพสตรีที่สมรสแล้ว)

2.2 สรรพนามพหูพจน์ daudara-saudari=เซาดารา เซาดารี (ท่านทั้งหลาย), tuan-tuan dan puan-puan=ตวน ตวน ดัน ปวน ปวน (ท่านสุภาพบุรุษและสุภาพสตรี), saudara sekalian=เซาดารา เซอกาเลียน (ทุกๆท่าน)

ตัวอย่างการใช้บุรุษสรรพนามที่สองทั้งเอกพจน์และพหูพจน์ในภาษามลายู 
1 anda kawan saya.
อันดา กาวาน ซายา
(คุณเป็นเพื่อนฉัน)
2 Puan itu guru Bahasa Malaysia saya.
ปวน อิตู กูรู บาฮาซา มาเลเซีย ซายา
(คุณผู้หญิงคนนั้นเป็นครูภาษามลายูของผม)
3 Selamat datang ke Thailand tuan-tuan dan puan-puan.
เซอลามัตดาตัง เกอ ไทแลนดฺ ตวน ตวน ดัน ปวน ปวน
(ยินดีต้อนรับท่านสุภาพบุรุษและท่านสุภาพสตรีสู่ประเทศไทยครับ)

3 สรรพนามบุรุษที่สาม (แทนผู้ที่เราพูดถึงหรือสิ่งที่พูดถึง) ได้แก่
3.1 สรรพนามเอกพจน์   dia=ดีอะ (เขา (ใช้ได้กับคนทุกเพศวัย), ia=อิอะ (มัน (ใช้แทนสัตว์และสิ่งของ), nya=ญา (เขา (ใช้ได้กับทุกเพศวัย)
3.2 สรรพนามพหูพจน์   mereka=เมอเรกา (พวกเขา (ใช้ได้กับทุกเพศวัยที่มีมากว่าหนึ่งคนขึ้นไป)

ตัวอย่างการใช้บุรุษสรรพนามบุรุษที่สามทั้งเอกพจน์และพหูพจน์ในภาษามลายู  
1 Dia abu saya.
ดีอา อาบู ซายา
หล่อนเป็นแม่ของฉัน
2 Rumahnya besar.
รูมะยา เบอซาร
บ้านเขาหลังใหญ่
3 Mereka datang dari Bangkok.
เมอเรกา ดาตัง ดารี แบงค็อก
(พวกเขามาจากกรุงเทพฯ)

คำบุรุษสรรพนามภาษามลายูเหล่านี้นอกจากทำหน้าที่เป็นบุรุษสรรพนามแล้วยังใช้เป็นคำแสดงความเป็นเจ้าของได้อีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น
saya=ซายา (ฉัน ดิฉัน ผม กระผม ข้าพเจ้า)ใช้แสดงความเป็นเจ้าของว่า ของฉัน ของดิฉัน ของผม ของกระผม ของข้าพเจ้า ฯลฯ ได้เช่นกัน ดังนั้นคำบุรุษสรรพนามอื่นๆที่อยู่ด้านบนก็สามารถใช้แสดงความเป็นเจ้าของในลักษณะนี้ได้เช่นเดียวกัน โดยใช้คำบุรุษสรรพนามเหล่านี้ตามหลังสิ่งที่เป็นเจ้าของ เช่น
Buku saya=บูกู ซายา (หนังสือของฉัน) เป็นต้น

ข้อควรจำสำหรับการใช้คำบุรุษสรรพนามภาษามลายู
1 คำสรรพนามเอกพจน์บุรุษที่หนึ่ง aku=อะกู (กู ข้า) ใช้ในภาษาพูดกับเพื่อนที่สนิทสนมคุ้นเคยเท่านั้น อย่าใช้กับผู้อื่นเพราะจะไม่สุภาพ
2 คำสรรพนามพหูพจน์บุรุษที่หนึ่ง kami=กามิ ( พวกเรา) จะไม่รวมผู้ฟัง แต่จะหมายถึงผู้ที่พูดมีอยู่กันสองคนขึ้นไปส่วนผู้ฟังจะกี่คนก็ตาม
3 คำสรรพนามพหูพจน์บุรุษที่หนึ่ง kita=กิตา ( พวกเรา จะรวมผู้ฟังด้วย หมายถึงผู้พูดอาจมากันหลายคนแล้วผู้ฟังอาจมีกี่คนก็ตาม
4 คำสรรพนามเอกพจน์ บุรุษที่สอง awak=อาวะ (แก เอ็ง นาย), engkau=เอิงเกา (แก เอ็ง) ใช้ได้กับเพื่อนสนิทหรือผู้ใหญ่ใช้เรียกเด็กเท่านั้นไม่เช่นนั้นจะถือว่าไม่สุภาพ
5 คำสรรพนามเอกพจน์บุรุษที่สาม nya=ญา (เขา ของเขา เธอ ของเธอ) เมื่อใช้แสดงความเป็นเจ้าของจะต้องวางไว้ติดกับสิ่งที่เป็นเจ้าของเสมอเช่น Rumahnya=รูมะยา (บ้านของเขา) Rumah dia=รูมะ ดีอะ (บ้านของเขา) ทั้งสองแบบนี้ใช้แทนกันได้
6 คำสรรพนามบุรุษที่หนึ่ง ที่สองและที่สามได้แก่ saya=ซายา  anda=อันดา dia=ดิอา ตามลำดับ ใช้ได้กับทุกเพศวัย
บทความถัดไป
บทความก่อนหน้า

Monday, June 9, 2014

สระในภาษามลายู

นภาษามลายูมีสระอยู่สองชนิดคือสระแท้หรือสระเดี่ยวกับสระผสมการฝึกอ่านสะกดพยัญชนะผสมกับสระในภาษามลายูนั้นไม่ยากครับให้ท่านเปรียบเทียบพยัญชนะที่ผู้เขียนได้ให้ไปในบทความครั้งก่อนแล้วลองนำมาฝึกผสมกับสระดูโดยฝึกผ่านคำศัพท์ที่ให้ไว้ทั้งในบทความครั้งที่แล้วและบทความครั้งนี้แล้วท่านจะรู้สึกอยากเรียนภาษามลายูขึ้นมาทันทีเพราะโครงสร้างไวยกรณ์ภาษามลายูนั้นง่ายจริงๆครับฝึกใช้สระภาษามลายูได้ผ่านคำศัพท์ต่อไปนี้ครับ

สระในภาษามลายู
สระแท้หรือสระเดี่ยว (Vokal)
i=อี  ibu=อีบู (แม่)
e= เอ ena=เอนา (อร่อย)
a=อะ อา aku=อะกู (ข้า กู)
o= ota=โอตา (สมอง)
u=อู ubi=อูบี (มัน เผือก)
e= เออ ema=เออมา (แม่)

สระผสม ( Diftong)
ai=อัย air=อัยรฺ (น้ำ)
au=เอา aur=เอารฺ (ต้นไผ่)
oi=โอย  kaloi กาโลย (ชื่อปลาชนิดหนึ่ง)

ข้อสังเกตการออกเสียงสระภาษามลายู
1รูปสระ e ในภาษามลายูออกเสียงได้สองแบบ
2 แบบแรกออกเสียงเท่ากับสระ เ ในภาษาไทยแบบนี้เรียกว่า e taling เอ ตาลิง
3 แบบที่สองออกเสียงเท่ากับเสียงสระ เ ออ ในภาษาไทยแบบนี้เรียกว่า e pepet เออ เปอเปิต
4การจะรู้ได้ว่าคำไหนออกเสียงเป็นแบบไหนเมื่อใช้สระสองตัวนี้กับพยางค์ใดพยางค์หนึ่งของคำเมื่อท่านเรียนไปถึงระดับหนึ่งและรู้ศัพท์มากขึ้นก็จะรู้ได้เองครับว่าพยางค์ไหนออกเสียงอย่างไรมันไม่ยากเกินไปหรอกครับ
บทความถัดไป
บทความก่อนหน้า